สิ่งที่ต้องมี หากคิดจะเล่นดนตรี

สิ่งที่หนึ่ง : มีความเหมาะสมกันของเครื่องดนตรีและสรีระ-ร่างกาย

เครื่องดนตรีชิ้นไหนที่คุณอยากเล่น อันนี้คุณรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นอกจากคนจะเลือกเครื่องแล้ว เครื่องเองก็เลือกคนเช่นกัน คนเลือกเครื่องจากความชอบ ..แต่เครื่องเลือกคนจาก “สรีระ” เครื่องดนตรีบางชนิด มี “สรีระ” เป็นตัวชี้วัดว่าคุณจะเล่นมันได้ไหม เช่น เครื่องประเภทเครื่องเป่า (เช่น แซ็กโซโฟน, ทรัมเป็ต) ที่จะฝึกลำบากมากๆ หากรูปปากของคนไม่เหมาะกับเครื่อง หรือกับเครื่องประเภทสายอย่างกีตาร์นี่ก็ช่างเลือกพอๆ กัน ดังนั้นควรศึกษาก่อนว่าสรีระของเรากับเครื่องมันเหมาะกันไหม ถ้าไม่ได้ แนะนำว่าเปลี่ยนไปเล่นเครื่องอื่นดีกว่า

 

สิ่งที่สอง : มีเครื่องดนตรีเอาไว้ฝึก

ถ้าคุณจะหัดปั่นจักรยาน คุณก็ต้องมีจักรยาน เพราะ ถ้าไม่มีจักรยาน ก็ไม่รู้จะหัดยังไง หัดเล่นดนตรีก็เหมือนกัน จะหัดก็ต้องมีเครื่องไว้เล่นและฝึกซ้อม โดยเครื่องนั้นจะต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ไม่ผุพังจนไม่เหลือสภาพ ถ้าเปรียบเป็นจักรยานก็ต้องเป็นจักรยานที่มีล้อครบ ยางไม่รั่ว โซ่ไม่ขาด สำหรับมือใหม่ เครื่องที่ใช้หัดนี้เอาแค่ใช้งานได้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องเป็นเครื่องระดับเลิศ หรู อลังการ ก็ได้ แต่ถ้าไม่รู้จะยืมใคร ก็แนะนำให้ซื้อเป็นของตัวเอง ซื้อราคาระดับต้นๆ ถึงกลางก็ได้ ไม่ต้องเอาตัวแพงมาก พวกตัวท็อปเอาไว้ซื้อตอนเล่นเป็นแล้วก็ไม่สายเกินไป  หากชำรุดหรือเสื่อมสภาพจะได้ไม่เสียดาย

 

สิ่งที่สาม : มีผู้นำทาง

ผู้นำทางในที่นี้ก็คือ ครู  ผู้ที่คอยแนะว่าต้องฝึกยังไง หัดยังไง เริ่มตรงไหน จบตรงไหน แก้ปัญหายังไง ดังนั้น ไปหาครูมาให้ได้ก่อน แต่ถ้าหาไม่ได้ก็มีสื่อต่างๆให้เลือกศึกษา อาทิเช่น หนังสือ, DVD, คลิป ฯลฯ … เรียกได้ว่า การเรียนรู้ไม่มีวันหมดสิ้นกันเลย

 

สิ่งที่สี่ : มีเวลาฝึก

ต่อให้มีเครื่องดนตรีราคาแพง มีครูเก่งขั้นเทพ คุณก็จะเล่นไม่เป็น ถ้าคุณไม่มีเวลาฝึกตามบทเรียน เวลานี่จำเป็นกับดนตรีมาก การฝึกดนตรีก็เหมือนการออกกำลังกาย ถ้าไม่ทำก็ไม่เห็นผล ดังนั้น จงให้เวลากับมัน และไม่ควรมีข้ออ้างกับตัวเอง

 

สิ่งที่ห้า : มีสถานที่สำหรับฝึก

เพราะเครื่องบางชิ้นมันคอนโทรลความดัง-เบาของเสียงลำบาก โดยเฉพาะพวกเครื่องประเภทเคาะ (พวกสารพัดกลองนั่นแหละ) ดังนั้น ถ้าเครื่องของคุณคอนโทรลเสียงยาก ห้องเก็บเสียง คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าเครื่องดนตรีของคุณไม่มีปัญหาเรื่องเสียง  คุณจะฝึกที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีอะไรมากวนสมาธิ จะเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ หรือห้องอะไรก็ตามสะดวก

 

สิ่งที่หก : มีใจ

จริงๆ แล้วทุกคนมีใจที่จะเล่นตั้งแต่คิดจะฝึกแล้วละ แต่ด้วยความที่ใจคนมักไม่แน่นอน วันนี้อยาก พรุ่งนี้อาจจะขี้เกียจก็ได้ ใครจะไปรู้ โดยเฉพาะเมื่อเวลาที่ท้อ เล่นมาตั้งนานไม่ได้สักที ก็ต้องพยายามมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ถอดใจและไม่ขยันฝึกฝน

 

สิ่งที่เจ็ด : มีอุปสรรค

               การฝึก คือ การชนะอุปสรรคให้ได้ ยิ่งฝึกมาก ก็ยิ่งเจออุปสรรคมาก ยิ่งเหนื่อยมาก ยิ่งลำบากมาก แต่มันก็ทำให้เก่งมากไปด้วย ดนตรีไม่มีทางลัด อยากได้ต้องฝึกเอาเอง

 

สิ่งที่แปด : มีสุข

จินตนาการภาพตอนคุณเล่นเป็นและชำนาญแล้ว จะทำให้มีกำลังใจและมีความสุข

ของพรีเมี่ยม สะสมสนุก ได้จริง ใช้จริง

            เซเว่นนับเป็นแบรนด์ที่จัดแคมเปญสะสมแต้มเพื่อแลกของพรีเมี่ยมที่มีความคึกคักและฮือฮามาก ล่าสุดคว้าพระเอกหนุ่มหน้าใสมาร่วมแคมเปญยิ่งทำให้สร้างยอดขายได้เป็นอย่างดี

            เซเว่นได้จัดหนักแคมเปญแสตมป์รักเมืองไทย และพ่วงด้วย เจมส์ จิ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ปลุกกำลังซื้อ ยิ่งทำให้โปรนี้ กลายเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจอย่างสูง เพราะยิ่งทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ยิ่งขึ้น

             เพราะร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่นี้เล็งเห็นแล้วว่า การสะสมแต้มและกของพรีเมี่ยมช่วยกระตุ้นยอดขาย ได้ เพราะนอกจากสินค้าลดราคาแล้ว ยังสร้างกลุ่มแฟนคลับที่ชื่นชอบการสะสมแสตมป์ ถึงกับมีหน้าเฟสบุคเป็นของตัวเองแล้วด้วย ซึ่งปกติ โปรสะสมแต้มแลกของพรีเมี่ยมจะมีราวๆ เดือนพฤศจิกายนกุมภาพันธ์  แต่ในปีนี้ ปรับกลยุทธ์ใหม่ มาเป็นช่วงปลายเดือนกรกฎาคมสิ้นเดือนพฤศจิกายน หากดูจากหน้าเฟสบุ๊คจะพบว่า โปรนี้ได้กลายเป็นกระแส และปรากฏการณ์  ล่าแสตมป์ ผู้คนแห่แหนซื้อสินค้าในร้านเพื่อสะสมแต้มกันอย่างไม่ปรานีปราศัย เพิ่มสีสันให้ร้านค้ามากๆ  

            ที่กล่าวมาทั้งหมดว่า กลยุทธ์แลกของพรีเมี่ยมสามารถเพิ่มยอดขายได้ เพื่อให้เห็นว่าเป็นรูปธรรมจริง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงได้สำรวจและมีรายงานว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ของปี 2555 ของ บมจ. ซีพี ออลล์ ช่วงที่มีการจัดแคมเปญสะสมแต้มแลกของพรีเมี่ยมพบว่า ยอดขาย กำไร และจำนวนคนเข้าร้านเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2554 ชัดเจน โดยมีกำไรสุทธิ 2,902 ล้านบาท เติบโต 33.6% ขณะที่ยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันของร้านเดิมอยู่ที่ 91,779 บาทต่อวันต่อสาขา เติบโต 16% มีลูกค้าเข้าร้าน 1,263 คนต่อวันต่อสาขา เพิ่มจากปี 2554 ที่ 1,230 คน เลยทีเดียว

สารพัดว่าด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

               ในภาวะสมัยปัจจุบัน คนเงินเดือนมี มาก กว่าฝูงลิง ถ้าว่าถ้าหากจะลองไถ่ถามว่าเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน เพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอยหรือ เชื่อได้เลยว่า ร้อยทั้งร้อย ชักหน้าไม่ถึงหลัง หลายคนเลยผินหน้าไปพึ่งพาอาศัยสินเชื่อส่วนบุคคล

               สินเชื่อส่วนบุคคล คือเงินก้อนเพื่อให้กู้ยืม เนื่องด้วยบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีเงินรายได้ประจำและมั่นคง ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานที่มีเงินเดือนประจำ คำว่าสินเชื่อส่วนบุคคล ชื่อก็แจ้งให้ทราบแล้วว่าเป็นการขอกู้ยืมโดยใช้ชื่อของตัวเอง นั่นหมายความว่า ไม่ใช่กู้ในนามบริษัท ไม่ก็ห้างร้าน หรือองค์กรหรือหน่วยงาน ซึ่งจุดมุ่งหมายของสินเชื่อส่วนบุคคลนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้ขอสินเชื่อนำไปจับจ่ายแล้วแต่จะเพื่อการใด ได้แก่ เพื่อผ่อน หรือซื้อสินค้า เพื่อการศึกษา เพื่อการท่องเที่ยว เพื่อธุรกิจขนาดเล็กๆ ปกติก็ไม่ต้องมีบุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยมากสถาบันการเงินจะให้เป็นเงินสด 

               แต่ใช่ว่าจะเป็นเงินให้เปล่า ผู้ที่ทำการขอสินเชื่อส่วนบุคคลจะต้องทำการชำระคืนแก่สถาบันการเงิน หรือธนาคารเป็นงวดๆ จำนวนเท่าๆ กัน โดยมีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ระหว่างคุณกับธนาคาร

               นอกจากนี้ ก็ใช่ว่าสถาบันการเงินหรือธนาคารจะให้การอนุมัติการขอสินเชื่อส่วนบุคคลของคุณ เพราะว่าธนาคารและสถาบันการเงินต้องแบกภาระความเสี่ยงในการถูกชักดาบหนี้ ด้วยเหตุนั้น หนึ่งในเกณฑ์การกลั่นกรองอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคล คือว่า การพิจารณาจากความสามารถของคุณในการชำระคืน ความสามารถในการชำระคืน อาทิ  เงินเดือนผ่านเกณฑ์ที่กะเกณฑ์ ไม่มีประวัติเสียเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ กินความมีประวัติการชำระที่ดี และอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ตำแหน่งหรือหน้าที่การงานที่มั่นคง  เหล่านี้ ทั้งสิ้นส่งผลทำให้การพิจารณาให้วงเงินกับคุณได้รับการอนุมัติไม่ยากขึ้น

               ด้วยว่าเอกสารประกอบการยื่นเพื่อขอสินเชื่อส่วนบุคคลนั้น จำนวนมากจะใช้เอกสารใกล้เคียงกัน มี เอกสารสลิปเงินเดือนต้นฉบับ เป็นประจำต้องมีเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป  สมุดบัญชีที่มีรายการเคลื่อนไหว หมายถึง มีการฝากเงินเดือนเข้าไปอย่างน้อย 3 เดือน ไม่ติดแบล็คลิสต์ในประวัติการชำระเงิน เพียงนี้ การขอสินเชื่อส่วนบุคคลจึงไม่น่าหวาดกลัว

iptv ดูทีวีไม่ง้อจาน

           ทีวีนับเป็นของขาดไม่ได้ ต้องมีทุกบ้าน แต่ทีวีที่ใช้ตามบ้านแต่ก่อน เช่นช่อง สาม ห้า เจ็ด เก้า  NBT TPBS ไม่ใช่ iptv การส่งภาพและเสียงเป็นระบบ analog แหวกอากาศมา กว่าจะมาถึงบ้านเรา บางทีมีคลื่นแทรก จึงส่งผลกับคุณภาพภาพและเสียง บางทีอาจมีเส้นๆ ขึ้นบนจอภาพ ต้องปรับต้องจูนกันอยู่นาน

          iptv เป็นการที่ service provider ที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงมีการกระจายสื่อประเภท มัลติมีเดียผ่านเครือข่ายบรอดแบนด์ภายในประเทศได้  ผ่านสัญญาณดาวเทียมไทยคม

          iptv ดีตรงที่ จะดูตอนไหนก็ได้ หรือจะดูแบบทีวีช่องสาม ห้า เจ็ด เก้า ก็ได้  และเพราะเป็นช่องสัญญาณดาวเทียม จึงสามารถให้บริการแบบ Multi channel cable TV system ที่โดดเด่นกว่าใครคือ เนื่องจากมีระบบออกอากาศผ่านทาง IP network จึงทำให้สามารถให้บริการโทรทัศน์แบบสองทาง หรืออินเตอร์แอคทีฟทีวี  (Interactive TV) ที่ผู้ชมสามารถโต้ตอบกันได้ นอกจากนี้ iptv ยังเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จึงสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ 

          พูดให้ง่ายและชัด iptv คือการนำเอาเทคโนโลยีโทรทัศน์มาประยุกต์ใช้  จากเดิมที่เป็นการเผยแพร่สัญญาณภาพและเสียงผ่านทางคลื่นความถี่ แต่สำหรับ iptv เป็นการประยุกต์เอาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเครือข่ายบรอดแบนด์ที่ ครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศมาใช้นั่นเอง

          iptv ใช้หลักการทำงานคือ มีการรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหลัก (Source) ในที่นี้คือช่องที่ทำการถ่ายทอดรายการต่างๆ แล้วทำการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมหรือทางลีดไลน์ (Leased Line) และถูกนำมาจัดสรรและจำแนกหมวดหมู่ไว้ยังเซิร์ฟเวอร์เพื่อส่งสตรีมมิ่ง (streaming) ออกไปที่ CDN (Content Distribution Network) อีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงค่อยทำการส่งข้อมูลจาก CDN เพื่อตอบสนองต่อการเรียกใช้งาน iptv ที่ผู้ชมต้องการรับชมและแน่นอนว่าสามารถรองรับการเข้าถึงของผู้ชมจำนวนมากกว่า

           Content Delivery Network  หรือ CDN เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดเพื่อการส่งคอนเทนท์ความเร็วสูง โดยใช้เครือข่ายเซิฟเวอร์ที่กระจายไปทั่ว ซึ่ง CDN นี้ จะประกอบไปด้วย ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่มีการเชื่อต่อกันจำนวนมาก มีการกระจาย traffic ไปยังเซิฟเวอร์จำนวนมากบนเครือข่าย ทั้งนี้ก็เพื่อลดโหลดการรองรับ traffic จำนวนมากๆ บนเซิฟเวอร์เครื่องใดเครื่องเดียว จึงทำให้การบริโภคสื่อดิจิทัลง่ายขึ้น เร็วขึ้น

มารยาทและการเตรียมตัวกรณีฉุกเฉินเมื่ออยู่ญี่ปุ่น

           จัดกระเป๋าเดินทาง เสื้อผ้าหน้าผม หยิบตั๋วเครื่องบิน เตรียมลัดฟ้าไปญี่ปุ่น อย่าคิดว่าการเดินทางออกท่องเที่ยวไปยังต่างบ้านต่างเมือง จะได้เจอแต่ประสบการณ์ที่สนุกๆ แต่ควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบ้านเรากับประเทศนั้นๆ ด้วย จะได้ทำให้ทริปนี้เป็นทริปที่มีแต่ความทรงจำ 

          มารยาที่น่ารู้เล็กๆ น้อยๆ เมื่อต้องไปญี่ปุ่น

          ควรถอดรองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้านก่อนเดินขึ้นไปบนเสื่อตาตามิ

          ทิ้งขยะลงถังที่ถูกต้อง ญี่ปุ่นแบ่งขยะออกเป็นประเภทที่เผาได้ เผาไม่ได้ และขวดและกระป๋อง ดูสัญลักษณ์ได้บนถังขยะ ประเทศนี้ขึ้นชื่อในความมีระเบียบวินัย ดังนั้น หากไม่อยากเป็นเป้าสายตาก็ควรเคารพกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองเขาด้วยเป็นดีที่สุด

          ไม่สนทนาโทรศัพท์มือถือ(ถ้ามี) บนรถไฟ ควรเปิดเสียงเป็นระบบสั่น

          การอาบน้ำรวมกับคนอื่นๆ ควรปฎิบัติตามคำแนะนำที่มักมีติดไว้ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยมิใส่ชุดชั้นในเข้าไปในห้องอาบน้ำ อาบน้ำให้สะอาดก่อนลงแช่น้ำ ไม่ถูสบู่หรือนำผ้าขนหนูลงไปในอ่างอาบน้ำร้อน

          คำว่าขอบคุณ   อะริกาโตะโกไซมัสเป็นมารยาทที่เราควรกล่าวเมื่อได้รับการช่วยเหลือต่างๆ

          นอกจากสิ่งละอันพันละน้อยแล้ว เป็นที่ทราบดีว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีภัยพิบัติค่อนข้างรุนแรง ทั้งแผ่นดินไหว ทั้งทสึนามิ หรือแม้แต่พายุไต้ฝุ่น  ดังนั้น การติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศก็ช่วยได้ดี และควรเตรียมน้ำดื่ม อาหารแห้งใส่กระเป๋าเล็กๆ ไว้บ้าง กระเป๋าสตางค์ หนังสือเดินทางควรติดตัวไว้ตลอดเวลา นอกจากนี้ การมีเสื้อผ้าติดตัวสำหรับให้ความอบอุ่น ไฟฉาย สำหรับกรณีฉุกเฉิน ก็พอให้อุ่นใจได้บ้าง 

          นอกจากนี้ ก่อนไปญี่ปุ่น  ศึกษาข้อมูลการท่องเที่ยวในประเทศนี้ได้ที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น กรุงเทพฯ  (Japan National Tourism Organization,Bangkok) ที่นี่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม สาระความรู้ ทริคเด็ดๆ  หรือ ใช้บริการ Google Earth  ก็เป็นการไปเที่ยวแบบเสมือนจริงก่อนไปจริงๆ ด้วย